Prelude Music Book

Your Cart

รถเข็นของท่านยังไม่มีรายการสินค้า

You are here: Home กิจกรรม/บทความ บทความ ผลงานและประวัติของเบนจามิน บริตเทน

ผลงานและประวัติของเบนจามิน บริตเทน

อีเมล พิมพ์ PDF

ยุโรปเหนือและตะวันออกมีวัฒนธรรมที่เป็นอิสระจากยุโรปตอนกลาง มีการพัฒนาสำนวนดนตรีชาตินิยมบางส่วนผ่านทาง folk style

Britten เป็นนักประพันธ์เพลงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 2ช่วงต้นของชีวิต Britten เริ่มประพันธ์เพลงตอนอายุ 5 ขวบ ได้แสวงหารูปแบบอันเป็นอิสระจากแหล่งวัตถุดิบท้องถิ่น เขาชื่นชอบบรรยากาศของเมืองชายฝั่งทะเลเล็กๆและทะเลเหนือที่เขามองเห็นจากหน้าบ้าน เป็นแรงบันดาลใจหลัก

เขาได้ถูกดึงดูดให้เรียนรู้รูปแบบของ atonal ของ Schoenberg ตั้งแต่เนิ่นๆ และในช่วงหลังเขารับอิทธิพลจาก Mahler หลังจากได้ชมอุปรากร Wozzeck ในปี 1934 เขาก็กระหายจะไปยัง Vienna เพื่อเรียนกับ Berg แต่ทางบ้านไม่ยอม

เขาสำเร็จการศึกษาจาก Royal College of Music ใน London โดยเรียนกับ Arthur Benjamin และ John Ireland เขาศึกษา theory กับ Frank Bridge ผู้มีอิทธิพลกับแนวคิดของเขาอย่างลึกซึ้ง เขาเดินตามหลัง Vaughan Williams และ Gustav Holst

Britten มีผลงานโดดเด่นด้านงานพวก choral, songs cycle และ Opera  เขามีพรสวรรค์ในการจัดวางคำให้เข้ากับท่วงทำนองอย่างมาก

เขา ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาช่วงระหว่างช่วงปีต้นๆของสงครามโลกครั้งที่ 2  และได้พัฒนาตนเองภายใต้อิทธิพลศิลปะดนตรีในแบบของ Stravinsky และพวก French แต่เขาก็ดิ้นรนที่จะแตกต่างออกไป ซึ่งเราจะเห็นได้ในระดับรากฐานของความคิดทีเดียว พื้นฐานของสำนวนเพลง มีความเป็น tonal และเน้นการนำเสนอที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และทักษะสว่างชัดที่เติบโตในรูปแบบการคิด melodic line ที่มีความเป็น vocal

Britten ตอบสนองต่อวัฒนธรรมอังกฤษ รูปแบบของ Purcell และ English choral music มากกว่าไปทางด้าน folk song และ Elizabethan madrigal แต่คุณภาพความเป็นอังกฤษนั้น เป็นผลมาจากความพยายามที่จะให้ดนตรีออก character มากกว่าแสดงลักษณะสำคัญของแต่ละประเภทดนตรี เขาไม่เคยลังเลที่จะใช้ขอบเขตที่กว้างไกลของเทคนิคต่างๆ ซึ่งรวบรวมมาให้ง่ายเข้า มีศิลปะ และเป็น tonal form แบบใหม่ๆ

Form ของ Britten นอกเหนือจากที่เห็นภายนอกแล้ว มักจะถูกสร้างด้วยความชำนาญอย่างสูง ปัญหาอย่างหนึ่งคือมันจะไม่ประสานสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียว ดนตรีถูกจัดวางเข้าด้วยกันในลักษณะของ diatonic melodic-vocal phrase อย่างอิสระ และมักจะจัดอยู่ในรูปแบบโครงข่าย contrapunctal ที่เรียบง่าย เว้นวรรคตอนจากกันด้วยส่วนกลัดต่อ

การเขียนเพลงของเขาบางครั้งมีหลายแนวอารมณ์หลายลักษณะร่วม บางครั้งราบเรียบเสมอกันด้วยการเลือกใช้องค์ประกอบหรือแสดงแนว accompaniment แต่แบบเดิมๆ

ความสนใจใน tonal แบบเป็นนัยและเป็นตรรกะเหตุผล แสดงให้เห็นมากมายในงานช่วงแรกๆ

 

Britten ยังค้นหาความเป็นไปได้ของการใช้โน้ต 12 เสียง แต่วิธีของเขานั้นไม่ได้ค้นหาประโยชน์จากวิถีทางของ serial อย่างเต็มระบบ

การค้นพบทางดนตรีของ Purcell และ Crabbe ทำให้เขาคิดทบทวนถึงการกลับมาใช้โคลงกลอน และท่วงทำนองแบบอังกฤษ โคลงกลอนที่นำมาใช้ก็หลากหลายตั้งแต่ใน ศ. ที่ 15 ไม่ทราบผู้แต่ง ไปจนถึงของกวีอย่าง Ben Johnson, Blake, Keats และ Tennyson

Britten จัดอยู่ในกลุ่ม composer กลุ่ม Nationalism ช่วงปี 1920-1950 และยังจัดอยู่ในกลุ่ม Serialism  the European old guard เขาได้สร้างเสริมรูปแบบตามรอยของ Stravinsky เกี่ยวกับการจัดการปัญหาด้าน texture และการสร้างดนตรี Neoclassic ที่กระจ่างชัด เขายึดถือ Berg ในเรื่องสัญชาตญาณความเป็นแบบแผนและการจัดการ harmony  เขายึดถือ Mahler เรื่องการใช้รูปแบบจังหวะ march โดยเฉพาะสไตล์ Funeral รวมทั้งอารมณ์คิดรำพึงซึมเซาที่แฝงด้วยปรัชญาตามแบบบุคลิกของ Mahler

 

ผลงานต่างๆแยกตามประเภท

Instrumental Music

เมื่อเขากลับมาสู่อังกฤษในปี 1942 ผลงานประเภทนี้ก็มีความสำคัญและทยอยกันออกมามาก จากจำนวนดนตรีบรรเลงมี 25 ผลงาน มีอยู่ 18 ผลงานในนั้นซึ่งเป็น Chamber และ Orchestra เขาใช้หลักการจัดเรียง โครงสร้างภายในจนดูออกมาเป็นลักษณะ suite และ variation set

เขามีผลงานต่างๆเช่น  Sinfonietta,  Piano Concerto,  Scottish Ballad,  Lachrimae,  Symphonic Suite ‘Gloria' ,  The Building of the House,   Suite on English Folk Tunes ‘A Time There was' ส่วนผลงานที่มีชื่อเสียงอื่นๆได้แก่

Variation on a Theme of Frank Bridge (1937) แสดงความหลากหลาย การล้อรูปแบบของ ‘Aria italiana' ออกมาเป็นสำนวน romance แบบฝรั่งเศส การเข้าแทนและขับเคลื่อนไปของ harmony ที่แสบและร้อนรุ่มในช่วง ‘Wiener Waltzer' ช่วงสุดท้ายเป็นการกลับมากลมกลืนประสานกันอย่างหนาแน่นของ theme หลัก แต่วางตัวอยู่บน D Major เคร่งเครียด ขณะที่พลังของกระบวนเพลงลีลา funeral แบบ Mahler มีให้ฟังติดๆขัดๆ

Sinfonia da Requiem (1940) มีการใช้บรรยากาศของ D-Bb Major ร่วม ในช่วง slow finale ‘Requiem aeternam' ซึ่งเป็นการกลั่นกรองมาจาก 2 movement ที่อยู่ใน D minor ข้างหน้า มีการใช้ วลีสั้นๆของ theme เล่นกับ dynamic แตกย่อยเพื่อสร้างความวุ่นวายโกลาหล

Symphony for Cello and Orchestra ท่อนเปิดแสดง sonata form รูปแบบกว้างขวางที่สุด เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้มีการร่วมมือแลกเปลี่ยน material กัน มีช่วงกลับมา (restatement) ที่ไม่ตัดทอน นำไปสู่ coda อันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็น contrapuntal  ประกอบจาก cell ที่เลื่อนขึ้นทีละครึ่งเสียง ท่อน Scherzo ที่เคลื่อนไหวในเงามืดที่ได้วัตถุดิบจาก three-note cell เลื่อนขึ้นทีละครึ่งเสียงเช่นกัน ท่อน adagio น่าหลงใหล เป็นชุดของ variation ซึ่งแปรลักษณะร่วมของ theme อย่างน่าที่จะศึกษามาก

Solo Vocal Music

มีมากกว่า 100 ชิ้นที่มีคุณภาพชั้นดี เช่น Our Hunting fathers (1936), On this Island (1937), Les illuminations (1939), Seven Sonnets of Michelangelo (1940), Abraham and Isaac (1952)

Our Hunting fathers (1936) เป็น Symphonic cycle ของวงใหญ่ มีอิทธิพลของ Stravinsky มีการใช้คู่ 3Major ที่มืดหม่นลงเป็น minor

On this Island (1937) ได้รับอิทธิพลหลากหลายจาก ornament  ยุคบาโรค การใช้ clipped rhythm และจังหวะเต้นรำที่เย็นใจไม่แสดงสาระ

Les illuminations (1939) ใช้สำเนียงของ mode Lydian มีความเป็น Faure การใช้ Major scale ที่ flat ตัวที่ 7 และ sharp ตัวที่ 4 ด้วยเหตุนี้มันจึงมีแนวโน้มเป็น tritone ความเป็น 2 ขั้วตรงข้าม (Bb และ E) ซึ่งจะโดนเน้นโดยเครื่อง brass

Serenade (1943) สำหรับ tenor, horn และ violin มีการใช้ motive แสดงบรรยากาศของค่ำคืนที่เวิ้งว้าง (nocturnal) มีการคาบเกี่ยวของความเป็น c minor และ Db Major ร่วมกัน เพื่อแสดงอารมณ์ฝันและการตื่นจากภวังค์

Abraham and Isaac (1952) มี theme ขนาดกระชับ 2 แนว และช่วง central section กลางเพลงนับเป็นความแตกต่างขนาดใหญ่ (Eb-A) คือ tritone ทางบันไดเสียงอีกเช่นกัน

Hölderlin-Fragmente (1958) ใช้ abstract motif และเรื่อง Sokrates und Alcibiades (1958) มีการใช้ root triads 12 แบบของ piano สวนตัดกับแนวร้องที่สง่างามแสดงเป็นนัย

A Birthday Hansel (1975) ใช้ภาษา Scotland เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับสำนวนดนตรีดั้งเดิม ใช้เสียง Pentatonic, drones

 

Choral works

ที่มีชื่อคือ A Boy Was Born (1935), Ballad of Heroes(1939), A Ceremony of Carols (1942), Rejoice in the Lamb(1943),  Spring Symphony (1947), War Requiem (1962), Cantata misericordium (1963)

A Boy Was Born (1935) ใช้รูปแบบของ single vocal lines และ canonic multiplication, เสียงที่เจิดจ้าบนรากฐาน harmony ที่ธรรมดาๆถูกบรรจุอยู่ในแบบแผนของ cantata

Spring Symphony (1947) เป็นผลงาน choral-orchestral work ขนาดใหญ่ชิ้นแรก มีรูปแบบที่ตีตัวห่างไกลจากแบบแผนวัฒนธรรม oratorio ดั้งเดิม ใช้ลักษณะความคิดอันสุรุ่ยสุร่าย เยิ่นเย้อ ผลงานนี้ไม่สนใจขบวนการพัฒนาตามแบบยุค classic การจัดเรียงบทโคลงเป็น 4 กลุ่มก็ไม่สอดคล้องกับขนาดรูปร่างของ movement

War Requiem (1962) สร้างจาก Latin Mass ดนตรีที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังมีเอกลักษณ์โดดเด่นและล้ำสมัยมาก โดยแยกเป็น 3 กลุ่ม นักร้องเดี่ยวแต่ละฝ่ายก็มีวงสนับสนุนของตน กลุ่ม chorus เด็กผู้ชายก็ร่วมกับ Organ เรามักจะได้ยินเสียงของคู่ tritone ขัดขืนยืนกราน เอาแต่มุ่งหน้าไม่ลดละ ซึ่ง tritone ไม่ได้ทำหน้าที่วางผังให้ตัวเพลงแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ยินเป็นกรอบโครงเริ่มจาก cadence เรื่อยไปจนจบ ระนาบมิติของเสียงดนตรีนั้นกระจัดกระจายไปหมด และความเป็นสำนวนละคร (dramatic) ก็มีผลกระทบที่แรงกระด้าง เผชิญหน้าอย่างแข็งขืน มากกว่าจะพัฒนาไปตามรูปแบบ symphonic

Songs and Proverbs of William Blake (1965) เขาวางรูปแบบความคิดเรื่องโน้ต 12 เสียง ในสำนวน(proverb) ต่างๆกัน ซึ่งแบ่งแยก Songs และ function ค่อนข้างจะออกมาเป็น ritornello เหมือนกับที่ Shostakovich ได้เคยทำ เพราะเขาใช้วิธีนี้แก้ปัญหาการรวมกลุ่มของเสียงเป็นช่วงขณะ

 

Opera Works

ที่โด่งดังคือ Paul Banyan (1941), Peter Grimes (1945), Billy Budd (1951), The Turn of the Screw (1954), Owen Wingrave (1970), Death in Venice (1973)

Peter Grimes (1945) ใช้รูปแบบของ 2 บันไดเสียงร่วม (Bitonality) โน้ตกระจาย arpeggiate ที่กวาดต้อนเอาทุกสมาชิกของ C major มาสร้างเป็น background หลอกหลอน ให้กับแนว solo และ choral ซึ่งวางอยู่บน A major มี sequence ที่ร่วงหล่นผันแปรทอดเป็นวงจรบ่อยครั้ง

ความยึดถือของ Britten ต่อระบบ tonal และ diatonic คือการเพิ่มสีสันด้วยการใช้ mode และ องค์ประกอบของ chromatic ผลงานนี้ใช้ การผันเปลี่ยนของ mode Lydian, Phrygian  ตามใจชอบ

Billy Budd (1951) เป็น Opera ที่มีขนาดใหญ่และเนื้อหาหนาแน่นที่สุดของเขา มีความเป็น semitonal key ระหว่าง Major-minor ขัดแย้งกัน ใช้ช่วง melodic interval ของ male chorus ซึ่งแคบ Billy ตัวเอกเป็นเหยื่อโดยไม่ตั้งใจจากสงคราม

The Turn of the Screw (1954) เป็น Chamber Opera เค้าโครงเรื่องคลี่คลายผ่านฉากสั้นๆ มีช่วงกั้นเป็น interlude ของวงมาขัดในลักษณะ variation ที่แปรเปลี่ยน ‘screw' theme ที่วางโน้ตไว้ 12 ตัว ทำให้ tonal center ไม่มีความสำคัญกับเขามากนัก แต่ยังเห็นว่าดนตรีรองพื้นตั้งอยู่บน A แรกเริ่ม และพยายามจะยกตัวตลอดช่วงองก์ที่ 1 ไปยัง Ab และเกี่ยวเนื่องกับอนุกรมชุดโน้ตย้อนกลับที่ไล่ลงมาของ variation ในองก์ที่ 2 จนถึงฉากสุดท้ายความขัดแย้งของความเป็น tonal ของ A กับ Ab กลายเป็นฉากสู้รบ ซึ่งในทางดนตรีมี harmony ที่แตกแนวทางชั้นเชิงมาก แต่ส่งผลกระทบต่อความเป็น dramatic อย่างตรงๆตัว

A Midsummer Night's Dream (1960) เป็น opera ที่มีความหลากหลายทางดนตรีสูงสุดของเขา มีการใช้ระบบโน้ต 12 เสียงโดยรวมกลุ่มขึ้นเป็น chord ซึ่งอยู่ในลักษณะ harmony  แบบ tertian (สัมพันธ์คู่ 3) จัดวางได้อย่างยืดขยายและให้เสียงที่ยังถือว่าเป็น chord ธรรมดาพื้นฐาน มีการใช้ harmonic rhythm ของ sequence เดิมในอัตราเร่งขึ้นเพื่อครอบคลุมความสำคัญของตัวโครงสร้าง

Curlew River (1964)  เราอาจเปรียบเทียบผลงานนี้ได้กับการแสดงละคร Noh ของญี่ปุ่น แต่ในที่นี้เป็นการเล่าเรื่องทางศาสนา Opera เรื่องนี้มีอิทธิพลจากนักบวชในยุค medieval วางกรอบเพลงในรูปแบบ plainsong hymn พื้นผิวของงานมีเป็นลักษณะ heterophony แนว fantasy และเขาละทิ้ง harmonic movement แบบที่ใช้ในผลงานช่วงต้น ด้วยคุณสมบัติทาง melodic ที่ถูกเปลี่ยนระดับขึ้นทำให้ harmony เป็นสิ่งที่ไม่มากไปกว่าการไหลมารวมกันของเสียง และบ่อยครั้งเป็น mode สมบูรณ์แบบอยู่ข้างใน การจัดวางแนวเสียงให้ทอดแนวไปตรงๆเป็นเรื่องไม่จำเป็น

The Burning Fiery Furnace (1966) ใช้ลักษณะของ multi-tonal superimposition (การซ้อนถม) ทั้งตัวงานอยู่บนพื้นที่ของ semitonal ระหว่าง D-Eb ซึ่งเป็นรูปแบบ harmony ช่วงแรกของ Britten ดนตรีสื่อแสดงความหลงตัวและแฝงความป่าเถื่อนของ อนารยชนที่ยกย่องพระเจ้านอกรีต

The Prodigal Son (1968) เรื่องนี้มีการใช้หน้ากากและชุดแต่งกาย และการแสดงกิริยาท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกันขึ้นมาเป็นธรรมชาติของโลกตะวันออกและตะวันตก แม้ว่าจะมีการใช้รูปแบบของ total chromatic ติดต่อกันและจัดการเป็นระบบ เห็นได้ในสมาชิกโน้ต มีความขัดแย้งของความเป็น chromatic ที่เล่นแฝงเล่ห์กล กับความเป็น diatonic ของ Bb แห่งโลกดั้งเดิมของพระเจ้าผู้สร้าง แต่ผู้ฟังก็ยังจดจำถึงลักษณะของ tertian ที่ล่องลอยในบรรยากาศจากการใช้เทคนิคสร้างเสียงแบบ triadของยุค Middle Age (ซึ่งเริ่มขึ้นโดย Dunstable และ Leonel Power ซึ่งเป็นพวกขบถทางดนตรีในอังกฤษสมัยก่อน)

จริงๆแล้ว melodic และ harmonic sequence ของ Britten ยังเป็นมากกว่ากลิ่นไออันหลงเหลือของคีตกวี Orcadian ผู้ประพันธ์เพลง ‘Hymn to St. Magnus' ซึ่งงานนี้ดึงดูดนักประพันธ์อังกฤษรุ่นหนุ่มอย่าง Peter Maxwell Davies ต่อไปด้วย

Owen Wingrave (1970) มีการใช้ลักษณะของ fugato 12 โน้ต และ material ของทั้งงานได้มาจาก โน้ตทั้ง 12 ที่มาร่วมกันใน 3 คอร์ด ในช่วง climax มีการแสดง triad ที่สร้างจากทั้ง 12 ตัว (มักจะเป็น Major)


แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2012 เวลา 11:55 )  

ตัวอย่างสินค้า

Blues Improvisation Complete
Blues Improvisation Complete
$22.99



The Big Book of Alto Sax Songs
The Big Book of Alto Sax Songs
$16.45



Pacific Coast Horns: Horn Utopia
Pacific Coast Horns: Horn Utopia
$26.80



Take the Lead Classical Collection: Alto Saxophone (Book & CD)
Take the Lead Classical Collection: Alto Saxophone (Book & CD)
$16.25



Take the Lead Classical Collection: Clarinet (Book & CD)
Take the Lead Classical Collection: Clarinet (Book & CD)
$15.95



สินค้ามาใหม่

Blues Improvisation Complete
Blues Improvisation Complete
$22.99

Random Products

Pathways to Artistry: Repertoire, Book 2
Pathways to Artistry: Repertoire, Book 2
$6.95
Mozart - Piano Concertos K.415 & K 450, Arturo Benedetti Michelangeli, NDR-Sinfo
Mozart - Piano Concertos K.415 & K 450, Arturo Benedetti Michelangeli, NDR-Sinfo
$4.09

รายการสินค้า


รายการสินค้าทั้งหมด





ลืมรหัสผ่าน?
ลืมชื่อผู้ใช้ของคุณ?

ค้นหา สินค้า

ตรวจสอบ สถานะการจัดส่ง

Track & Trace

เลือก อัตราแลกเปลี่ยนเงิน


To be my friend

ขณะนี้ Online

เรามี 50 บุคคลทั่วไป ออนไลน์